ถ้ากำลังอ่านคู่มือนี้แสดงว่าคุณแม่กำลังเริ่ม ที่จะเตรียมเมนูอาหารให้เจ้าตัวเล็กกันอยู่ใช่ไหมคะ!!
เอาละค่ะ วันนี้มีข้อมูลดีๆ ที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับการทำอาหารให้ทารกทานมาฝากกัน
โดยขอแนะนำ 3 ข้อ สั้นๆ นั่นคือ เหมาะสม, พอดี และ ปลอดภัย ค่ะ
หมายถึงควรให้อาหารทารกในวัยที่เหมาะสม คือช่วงอายุที่ระบบต่างๆ ของทารก เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท, ไต หรือกล้ามเนื้อได้พัฒนาเต็มที่แล้ว
ทารกแรกเกิดจะมี Extrusion reflex คืออาการที่ทารกจะห่อปากเอาลิ้นดุนออกมา เมื่อได้รับอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลว และจะหายไปเมื่ออายุ 4-6 เดือน และในช่วงแรกเกิดน้ำย่อย ที่สำคัญต่างๆ เช่น Amylase (อะมิเลส) และ Lipase (ไลเปส) ซึ่งช่วยในการย่อยแป้ง และไขมันยังมีน้อยมากจะเพิ่มขึ้นเมื่อช่วงอายุ 4-6 เดือน
ทารกอายุ 4-6 เดือน มีความพร้อมในการกินอาหารกึ่งแข็ง กึ่งเหลว และสามารถควบคุม การทำงานของศรีษะและลำตัวได้ดี Extrusion reflex ของลิ้นลดลง ทารกแสดงกิริยา ยอมรับเวลาหิวหรือปฎิเสธเมื่ออิ่มได้จึงช่วยป้องกันการทานอาหารมากไปจนเกิดโรคอ้วน
*ควรเริ่มเมื่อทารกสามารถขับถ่ายของเสียได้มากพอ เพื่อให้สามารถขับถ่ายยูเรีย และโซเดียมได้ดีทารกแรกเกิดมีอัตราการกรองของไตประมาณร้อยละ 15% ของผู้ใหญ่ เพิ่มเป็น 60%เมื่อตอนอายุ 6 เดือน และเท่ากับผู้ใหญ่เมื่ออายุ 2 ปี
เพราะอะไรที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปมักจะไม่ดี ดังนั้นคุณแม่ควรให้ทารกทานอาหาร แต่พอดีและเพียงพอต่อความต้องการในตัวละวัน เพื่อป้องกันโรคอ้วนซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายในอนาคตได้ค่ะ
เลือกเนื้ออาหารตามความสามารถของเด็ก
• เด็ก 6 เดือน
เริ่มปริมาณน้อย บดเนียนและชุ่มเริ่มวันละครั้ง ในระยะแรกแล้วเพิ่มตามความพร้อม
• เด็ก 7-8 เดือน
บดหยาบขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปก้อนนิ่มกดเละได้ เพิ่มจำนวนมื้อและปริมาณตามการกิน
• เด็ก 9-11 เดือน
มื้อหลักประมาณ 3 มื้อ บดหยาบ สับหรือชิ้นนิ่มเล็ก ไม่จำเป็นต้องเลิกบดทุกคน
• เด็ก 12 เดือนขึ้นไป
มื้อหลัก 3 มื้อและอาหารว่างตามความหิว อาหารครอบครัวสุกนิ่ม รสอ่อน ฝึกตักเอง
*เรื่องจำนวนมื้อ จำนวน 1 มื้อในวัยเริ่มต้นใช้เป็นช่วงฝึกกิน ไม่ใช่เพดานตลอดวัย 6–8 เดือน แนะนำโดยรวม
2–3 มื้อในวัย 6–8 เดือน
3–4 มื้อในวัย 9–23 เดือน
ให้ค่อยเพิ่มตามความพร้อม ความหิว และแผนที่คลินิกเด็กดีแนะนำ โดยยังให้นมตามวัย
เพราะเด็กเล็กเกิดอาการแพ้อาหารได้ง่ายค่ะคุณแม่ ดังนั้นเราควรระมัดระวัง ในการเลือกวัตถุดิบที่จะนำมาทำให้เจ้าตัวเล็กทาน รวมไปถึงสังเกตด้วยว่าน้องมีอาการแพ้อาหาร ที่ทานหรือไม่ จะได้หลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นค่ะ
สาเหตุที่ทำให้ลูกแพ้อาหาร
เกิดได้หลายสาเหตุค่ะคุณแม่ เช่นพันธุ์กรรมหรือสิ่งแวดล้อม หากคุณพ่อคุณแม่ มีอาการแพ้อยู่แล้ว ลูกที่เกิดมาก็มีโอกาสแพ้มากขึ้น นอกจากนั้นหากเด็กได้รับโปรตีนแล้ว เกิดรั่วเข้าสู่กระแสเลือดไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันหรือ ได้รับอาหารแบบเดิมๆ ซ้ำๆ ก็อาจเกิดอาการแพ้ได้เช่นเดียวกันค่ะ
อาการแพ้สามารถหายได้หรือไม่
สามารถหายได้ค่ะ แนะนำคุณแม่ให้น้องหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นประมาณ 6 เดือน -1 ปี หรือนานกว่านั้น ซึ่งโอกาสในการหายนั้นขึ้นอยู่กับว่าแพ้อาหารชนิดใด เช่นถ้าแพ้ไข่ แป้งข้าวสาลีในเด็กมีโอกาสหายเมื่อโตขึ้นนะคะ
วิธีการดูแลหากลูกเกิดอาการแพ้
หากน้องเกิดอาการแพ้ คุณแม่ควรงดให้น้องทานอาหารชนิดนั้นประมาณ 2-3 เดือน จากนั้นจึงค่อยทดลอง ให้น้องทานอีกครั้ง
(หากกรณีที่น้องแพ้ซ้ำๆ หลังทานอาหาร 2-3 ชั่วโมง อาจเป็นการแพ้รุนแรง ควรพบแพทย์ค่ะ)
หมายเหตุ : อาหารที่เด็กๆ มักมีอาการแพ้ ได้แก่ นมวัว ไข่ แป้งสาลี ถั่วเหลือง ถั่วชนิดต่างๆ และอาหารทะเล เช่น กุ้ง ปู หอย ปลา เป็นต้น
* กรมอนามัยแนะนำว่าเด็ก 6 เดือนสามารถเริ่มอาหารตามวัยควบคู่กับนม โดยอาหารควรบดละเอียด และสามารถเติมน้ำมันพืชประมาณครึ่งช้อนชาในมื้ออาหารได้
**ก่อนเสิร์ฟ ไข่เป็นอาหารที่อาจก่อแพ้ หากยังไม่เคยกิน ให้ลองไข่สุกปริมาณน้อยแยกจากอาหารก่อแพ้ชนิดใหม่อื่นก่อน สูตรนี้ใช้ไข่แดงตามรายการ แต่ไม่จำเป็นต้องเลื่อนไข่ขาวสุกไปถึง 7–8 เดือน
**ก่อนเสิร์ฟ เลือกปลาที่สดและไม่หมักเค็ม เครื่องปั่นไม่สามารถทำให้ก้างปลาปลอดภัยได้ ปลาเป็นอาหารก่อแพ้ที่ควรเริ่มทีละชนิด
**ก่อนเสิร์ฟ หมุนเวียนตับกับโปรตีนชนิดอื่น ไม่จัดเมนูตับทุกวัน เพราะตับมีวิตามินเอสูง แนวทาง NHS แนะนำจำกัดตับไม่เกินสัปดาห์ละครั้ง
**ก่อนเสิร์ฟ ไก่ควรสุกถึงอุณหภูมิใจกลาง 74°C การครบเวลานึ่งเพียงอย่างเดียวไม่ยืนยันความสุก
**ก่อนเสิร์ฟ มื้อนี้มีทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ผัก และไขมัน ไม่ใช้น้ำต้มเนื้อแทนเนื้อสัตว์ทั้งหมด
**ก่อนเสิร์ฟ เมนูนี้เป็นหนึ่งในทางเลือกของมื้ออาหาร ไม่ควรอ้างว่าช่วยเพิ่มน้ำหนักได้เป็นพิเศษโดยไม่มีการประเมินอาหารทั้งวันและการเจริญเติบโต
**ก่อนเสิร์ฟ ผลไม้เป็นส่วนเสริม ไม่ใช้แทนมื้อข้าวที่มีโปรตีนหรือแทนนม ไม่ให้แอปเปิลดิบเป็นชิ้นแข็ง
**ก่อนเสิร์ฟ เพิ่มเนื้อหมูจากรายการเดิมเพื่อให้มีแหล่งโปรตีนจริง น้ำต้มกระดูกอย่างเดียวทดแทนเนื้อสัตว์ไม่ได้ ห้ามนำกระดูกลงโถปั่น
* ก่อนเสิร์ฟ คำว่าไข่ทั้งฟองหมายถึงกินได้ทั้งไข่ขาวและไข่แดง ไม่ได้แปลว่าต้องกินหมด 1 ฟองทุกมื้อ ต้องเป็นไข่ที่เด็กเคยลองและกินได้
**ก่อนเสิร์ฟ ปรับระดับความหยาบตามการกินจริง ไม่ต้องทำให้เป็นชิ้นหากเด็กยังจัดการอาหารหยาบไม่ได้
เลือกหมูไม่ติดเอ็น สับหรือหั่นชิ้นเล็กสำหรับปรุง นึ่งพร้อมผักใน OONEW จนหมูสุกทั่วและผักนิ่ม เตรียมน้ำต้มผักสะอาดไว้ต่างหาก
ตวงหมูและผักสุกลงโถพร้อมข้าว เติมน้ำต้มผักทีละน้อยแล้วปั่นสั้น ๆ ให้หมูเป็นเศษเล็กนิ่ม
ตรวจว่าไม่มีเม็ดหมูแห้งแข็ง คลุกน้ำมัน พักให้อุ่นและแบ่งเสิร์ฟ
* ก่อนเสิร์ฟ หมู 2 ช้อนโต๊ะเป็นปริมาณเตรียมตามรายการที่ให้มา ไม่ใช่ปริมาณที่ต้องบังคับให้เด็กกินหมดในครั้งเดียว
**ก่อนเสิร์ฟ แครอทต้องนิ่มทั้งชิ้น การหั่นเล็กอย่างเดียวไม่ทำให้แครอทแข็งเหมาะกับวัยนี้
นึ่งตับใน OONEW จนสุกถึงใจกลางและนึ่งผักจนนิ่ม เตรียมข้าวหุงนิ่มหรือข้าวต้มข้น
ใช้ส้อมกดข้าวให้แตกเป็นเม็ดนิ่มตามความสามารถของเด็ก เติมน้ำมันและพักให้อุ่น
**ก่อนเสิร์ฟ อายุครบ 8 เดือนไม่ได้แปลว่าต้องกินข้าวเป็นเม็ดทันที หากยังรับไม่ได้ ให้บดหยาบต่อก่อน และสลับตับกับโปรตีนอื่น
**ก่อนเสิร์ฟ หากเลือกแอปเปิล ให้นึ่งจนสุกนิ่มก่อนบด ผลไม้ไม่ทดแทนมื้อหลักหรือนม
**ก่อนเสิร์ฟ ห้ามเทน้ำซุปลงตะกร้านึ่งที่มีรู หรือเติมน้ำซุปในช่องเติมน้ำของเครื่อง
* ก่อนเสิร์ฟ เต้าหู้ทำจากถั่วเหลืองซึ่งเป็นอาหารก่อแพ้ ควรใช้เมื่อเด็กเคยลองแล้วกินได้
**ก่อนเสิร์ฟ OONEW ใช้เตรียมส่วนผสมนึ่ง เมนูนี้ต้องใช้กระทะเพิ่ม ไม่เสิร์ฟข้าวโพดเป็นเมล็ดเต็มแม้ต้มสุกแล้ว
เลือกหมูสับไม่ติดเอ็น นึ่งใน OONEW พร้อมแครอทจนสุกนิ่ม ใช้ช้อนยีหมูไม่ให้เกาะเป็นก้อน
ใช้หม้อต้มหรือลวกบะหมี่ตามฉลากจนสุกนิ่ม ตัดเส้นประมาณ 1 เซนติเมตรหรือสั้นกว่านั้นตามทักษะการกิน บดแครอทหยาบ
คลุกบะหมี่ หมู แครอท และน้ำซุปร้อนเล็กน้อยให้ชุ่ม เติมน้ำมันและพักให้อุ่น ไม่ใช้เครื่องปรุงสำเร็จรูป
* ก่อนเสิร์ฟ ใช้หมูสับนุ่มตามชื่อเมนูแทนหมูเต๋าเหนียว บะหมี่มักมีข้าวสาลีและอาจมีไข่ ต้องตรวจฉลากและประวัติการกิน
**ก่อนเสิร์ฟ แม้เป็นวัยนี้ ตับแห้งเป็นก้อนยังเคี้ยวยาก จึงควรสับหรือบดและทำให้ชุ่ม หมุนเวียนเมนูตับโดยไม่ให้ทุกวัน
ทำไข่ให้ไข่ขาวและแดงสุกแข็งตัว แบ่งบรอกโคลีเป็นดอกย่อยแล้วนึ่งใน OONEW จนทั้งดอกและก้านที่ใช้กดเละได้
คลุกหรือเสิร์ฟคู่ข้าวหุงนิ่ม เติมน้ำมัน พักให้อุ่นและแบ่งให้ตามความหิว ไม่บังคับให้กินไข่หมดทั้งฟอง
**ก่อนเสิร์ฟ ต้องใช้ไข่ที่สุกทั่ว ไม่เสิร์ฟไข่แดงแห้งร่วนเป็นก้อนใหญ่
**ก่อนเสิร์ฟ เลือกหมู ไก่ หรือปลาที่เคยกินได้ ถ้าใช้ปลาต้องเอาก้างออกก่อนและหลังปรุง
**ก่อนเสิร์ฟ ควรมีเนื้อหมูในอาหารด้วย แม้ใช้น้ำซุปกระดูกแล้ว และไม่ใส่ซุปก้อนหรือผงปรุงรส
* ก่อนเสิร์ฟ ไม่นำกระดูกน่องไก่หรือกระดูกอ่อนลงโถปั่น และไม่เสิร์ฟพร้อมกระดูกให้เด็กกัด
**ก่อนเสิร์ฟ เพิ่มผักจากรายการเดิมเพื่อให้มื้อหลากหลายขึ้น ไม่ใช้แซลมอนรมควันหรือหมักเค็ม
**เสิร์ฟคู่ข้าวและผักเพิ่มเติม
ใช้ OONEW นึ่งหมูสับและแครอทให้สุกก่อน ยีหมูให้เป็นเศษเล็ก ตีไข่กับน้ำซุป กรองไข่หากต้องการเนื้อเนียน แล้วใส่หมูและแครอทสุก
เทใส่ถ้วยทนร้อนที่ผู้ผลิตอนุญาต วางในตะกร้าโดยไม่เกินระดับที่คู่มือกำหนด เลือกนึ่ง หนังสือมีตัวอย่างไข่ตุ๋นหมูสับ 20 นาที ให้ใช้เป็นเวลาอ้างอิงและตรวจกลางถ้วย
นึ่งเพิ่มหากตรงกลางยังเหลว สำหรับสูตรผสมเนื้อสัตว์นี้ตรวจให้ร้อนถึงใจกลาง 74°C พักให้อุ่น แล้วแบ่งเป็นคำเล็กเสิร์ฟกับข้าวนิ่ม
* ก่อนเสิร์ฟ เวลาอาจต่างตามความลึกถ้วยและปริมาณ ไข่ตุ๋นในเครื่องใช้โหมดนึ่งตามรุ่น
**ก่อนเสิร์ฟ OONEW ใช้นึ่งเตรียมวัตถุดิบ ส่วนการผัดใช้กระทะเพิ่มเติม เลี่ยงเนื้อเหนียว ผักกรอบ และชิ้นกลมหรือใหญ่
นึ่งหมูสับ เต้าหู้ และผักใน OONEW จนหมูสุกทั่วและผักนิ่ม ใช้ช้อนยีหมูและเต้าหู้ให้เป็นชิ้นเล็ก
ถ้าเตรียมหม้อเดียวกับครอบครัว ให้ตักส่วนเด็กก่อนปรุงเค็ม พักให้อุ่นและเสิร์ฟคู่ข้าวนิ่ม
**ก่อนเสิร์ฟ สับใบผักให้สั้น และเลือกชนิดเต้าหู้ที่เด็กเคยกินได้แล้ว ตรวจส่วนผสมถั่วเหลืองหรือไข่บนฉลาก
**ผลไม้สุกนิ่มปริมาณน้อยแยกเสิร์ฟ
**ก่อนเสิร์ฟ อาหาร 5 หมู่ในตัวอย่างนี้คือ ข้าว โปรตีน ผัก ผลไม้ และไขมัน เน้นความหลากหลายทั้งวัน ไม่บังคับกินหมดทุกอย่างในมื้อเดียว
อาหารก่อแพ้ ไข่สุก ปลา ข้าวสาลี และถั่วเหลืองเริ่มได้ตั้งแต่ประมาณ 6 เดือนตามความพร้อม โดยเริ่มทีละชนิดในปริมาณน้อย เมื่อกินได้แล้วให้เป็นส่วนหนึ่งของอาหารตามปกติ หากมีประวัติแพ้อาหารหรือผื่นภูมิแพ้ ควรปรึกษาผู้ดูแลสุขภาพก่อนทดลองอาหารก่อแพ้ ไม่ทดลองอาหารที่เคยแพ้ซ้ำเอง
ป้องกันสำลัก ให้นั่งตัวตรงและมีผู้ใหญ่ดูแลตลอดมื้อ หลีกเลี่ยงก้าง กระดูก เมล็ดแข็ง ชิ้นเนื้อเหนียว และข้าวโพดเต็มเมล็ด ปรุงผักแข็งให้นิ่มก่อนบดหรือหั่น เลือกเนื้อสัมผัสตามการกินจริงมากกว่าอายุเพียงอย่างเดียว
รสชาติ ใช้น้ำต้มสุกหรือน้ำซุปไม่ใส่เกลือ น้ำตาล ซุปก้อน หรือผงปรุงรส เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีไม่ให้กินน้ำผึ้ง ส่วนผลไม้ให้เป็นผลบดหรือชิ้นนิ่มตามวัย ไม่ใช้น้ำผลไม้แทนมื้ออาหาร
แบ่งเก็บ แบ่งอาหารที่ยังไม่ป้อนเป็นส่วนเล็กในภาชนะสะอาด ทำให้เย็นเร็วและแช่เย็นหรือแช่แข็ง อาหารทั่วไปควรเก็บภายใน 1–2 ชั่วโมงและใช้ส่วนแช่เย็นภายใน 2 วัน อาหารที่มีข้าวให้ทำให้เย็นและเก็บภายใน 1 ชั่วโมง แล้วใช้ส่วนแช่เย็นภายใน 24 ชั่วโมง
อุ่นซ้ำ ละลายอาหารในตู้เย็น อุ่นให้ร้อนทั่วถึง แล้วคนและพักให้อุ่นก่อนป้อน อุ่นซ้ำไม่เกิน 1 ครั้ง ไม่เก็บอาหารที่เด็กกินเหลือในถ้วยกลับไปป้อนใหม่ อาหารที่ละลายแล้วควรใช้ภายใน 24 ชั่วโมง